01 เมษายน 2554

วันเสาร์ที่2เมษายน२५५४หล่อพระเจ้าตากสินที่วัดพิชญาติ ร่วมกับลูกสาว2คน

ทำบุญไหว้ครูประจำปีที่บ้านสายลมปี2554








เดือนเมษายน
เข้าสายลม

วันที่ ๑ เม.ย. ฉันเช้าแล้ว เดินทางไปบ้าน พล.อ.อ.อาทร โรจนวิภาต ที่ดอนเมือง เพื่อรับสังฆทานและฉันเพล เมื่อฉันเพล เสร็จแล้ว เดินทางเข้าบ้านสายลม
เวลา ๑๙.๐๐ น. ลงรับแขกและ รับสังฆทาน
เวลา ๒๑.๓๐ น. ขึ้นพัก

วันที่ ๒, ๓, ๔ เม.ย. รับสังฆทาน ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๕.๐๐ น. และเจริญพระกรรมฐาน ตั้งแต่เวลา ๑๙.๐๐ น. ถึง ๒๐.๐๐ น. เสร็จแล้วรับสังฆทานต่อ และสนทนาธรรมจนถึงเวลา ๒๑.๓๐ น.
วันที่ ๒, ๓ เม.ย. ฝึกมโนมยิทธิ ตั้งแต่เวลา ๑๒.๓๐ น. ถึง ๑๕.๐๐ น.
วันที่ ๕ เม.ย. เดินทางกลับวัดฯ

ทำบุญไหว้ครูประจำปีที่บ้านสายลม

วันที่ ๓ เม.ย. เวลา ๐๘.๐๐ น. ทำพิธีบวงสรวง เวลา ๑๑.๐๐ น. ถวาย ภัตตาหารแด่พระสงฆ์
พระครูปลัดอนันต์ สอนกรรมฐานและรับสังฆทาน ที่บ้านสายลม
ทุกๆ เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ ต้นเดือน

บ้านสายลม กรุงเทพฯ

บ้านสายลม เจ้าของบ้านคือท่านเจ้ากรมเสริม สุขสวัสดิ์ เป็นสถานที่ตั้งแต่สมัยหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ หลวงพ่อจะลงมารับสังฆทานที่บ้านสายลมทุกเสาร์อาทิตย์ต้นเดือน และจะมีการฝึกมโนมยิทธิในวันเสาร์อาทิตย์ทุกต้นเดือนด้วย ปัจจุบันพระครูปลัดอนันต์ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสของวัดท่าซุงจึงเดินทางที่บ้านสายลมเหมือนสมัยหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ทุกเสาร์อาทิตย์ต้นเดือนเช่นเดิม ปัจจุบัน บ้านสายลมได้สร้างตึกกรรมฐานใหม่ 3 ชั้น โดย
-ชั้น 1 จำหน่ายวัตถุมงคล หนังสือ เทป วีซีดี นิตยสารธัมมวิโมกข์ (เปิดทุกวันเว้นวันอาทิตย์ 9.00-17.00 น.)
-ชั้น 2 เป็นห้องฝึกญาน 8
-ชั้น 3 เป็นห้องไว้ฝึกมโนมยิทธิสำหรับผู้มาฝึกใหม่ จำนวนหลายห้อง

วิธีการเดินทาง+แผนที่ ที่อยู่ตามไปรษณีย์ : เลขที่ 9 ซอยสายลม 1 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
ขับรถ วิ่งถนนพหลโยธิน เข้าซอยสายลม (พหลฯ ซ.8) ตรงเข้ามาเมื่อตรงผ่านกรมไปรษณีย์โทรเลขมาแล้ว ถนนจะบังคับเลี้ยวขวา แล้วให้ตรงมาเรื่อยๆ (ไม่ต้องเลี้ยวซ้ายตามทางหลักอีก) ตรงเข้ามาอีกเล็กน้อยจะมีแยกซ้ายมือ ให้เลี้ยวเข้าซ้ายนั้นแล้วหาที่จอดรถ (อย่าจอดรถขวางประตูบ้านคนอื่นหรือกีดขวางการจราจร) ซึ่งบ้านสายลมจะอยู่ห่างจากแยกทางซ้ายเพียงประมาณ 50 เมตร จะเห็นอาคารกรรมฐานใหญ่ชัดเจน (หมายเหตุ. มีเส้นทางอื่นๆ ก็เข้ามาได้ เช่นเข้าจาก ถ.วิภาวดีรังสิต)

หรือนั่งรถเมล์ สาย 8, 26, 29, 34, 39, 59, 77 ปอ. 3, ปอ.9, ปอ.10, ปอ. 29 และ ปอ.77 ลงซอยพหลโยธิน ซ.8 (ซอยสายลม 1) แล้วนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างบอกว่า มาบ้านหลวงพ่อ(บ้านสายลม บ้านเจ้ากรมเสริม ) คิดราคา 5-10 บาท หรือเดินเข้ามาเองก็ได้ประมาณ 10 นาที
รถไฟฟ้า BTS ลงที่สถานี อารีย์ แล้วลงฝั่งตึก IBM แล้วเดินมาปากซอยพหลโยธิน ซ.8 (ซอยสายลม 1)
โทรศัพท์ 02-6167177, 02-271-3868 , 02-272-6759
การรับสังฆทาน พระครูปลัดอนันต์ จะมาพักที่บ้านสายลมของเสาร์อาทิตย์แรกของแต่ละเดือน
กำหนดการรับสังฆทานของบ้านสายลม คือ
วันเสาร์-อาทิตย์ 9.00-11.00,12.00-15.30,20.00-21.00
วันจันทร์ 10.00-11.00,12.00-15.30,20.00-21.00

การฝึกมโนมยิทธิ เวลาฝึก 12.00 - 15.00 น. ของทุกเสาร์อาทิตย์ต้นเดือน
การเตรียมตัว
ท่านที่จะมาฝึก ควรจะมาถึงที่บ้านสายลมอย่างน้อยตั้งแต่ 11 น. เพื่อทานอาหาร ทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย เมื่อพร้อมให้ไปที่ตึกกรรมฐานใหม่ โดยตรงทางขึ้นบันไดให้หยิบดอกไม้ธูปเทียนบูชาครู ใส่เงินเหรียญบูชาครู สลึงนึงขึ้นไป แล้วแต่ศรัทธาของท่าน และเดินขึ้นไปชั้นสาม จะมีครูผู้สอนคอยจัดกลุ่มให้นั่งเป็นวงๆ ตามที่ครูเห็นเหมาะสม จะมีแบ่งวงชายและหญิง นั่งทำใจให้สงบ หรือซ้อมภาวนา นะมะพะธะ ไปสบายๆ ลืมเรื่องวุ่นวายปัญหาส่วนตัวไปซักชั่วโมง รอครูผู้สอนให้คำแนะนำและอธิบายขั้นตอนต่างๆ อย่ามาสายเกิน 12.00 น. เพราะจะไม่อนุญาตให้เข้ามาฝึก ประตูห้องฝึกจะล็อค

28 มีนาคม 2554

บูชาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

พระเจ้ากรุงธนบุรี
อาราธนาดวงพระวิญญาณ
"โอม สิโน ราชาเทวะ ชะยะตุภวัง"
สัพพะศัตรู วินาศสันติ
ถวายเครื่องสักการะ
"โอม สิโน ราชาเทวะ นะมามิหัง"
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระนามเดิมว่า สิน
ทรงพระราชสมภพ เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๗๗ ที่บ้านใกล้กำแพงพระนครศรีอยุธยา

พระราชบิดามีบรรดาศักดิ์เป็นขุนพัฒน์
พระราชมารดาชื่อ นกเอี้ยง
ต่อมาภายหลังได้รับการสถาปนาเป็นกรมพระเทพามาตย์ เจ้าพระยาจักรี สมุหนายก
ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
ได้ขอรับไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม เมื่ออายุได้ ๑๓ ปี เจ้าพระยาจักรี
ได้นำเข้าถวายตัวรับราชการเป็นมหาดเล็ก ทำราชการอยู่ในบังคับบัญชาของหลวงศักดิ์นายเวร

เมื่ออายุได้ ๒๑ ปี เจ้าพระยาจักรี ได้ทำการอุปสมบทให้ในสำนักพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส (วัดเชิงท่า)
อยู่สามพรรษาแล้วลาสิกขาเข้ารับราชการตามเดิม

ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ (สมเด็จพระบรมราชาที่ ๓) ได้รับโปรดเกล้า ฯ
ให้เป็นข้าหลวงพิเศษเดินทางไปชำระคดีความตามหัวเมืองฝ่ายเหนือ มีความดีความชอบ ได้รับโปรดเกล้า ฯ
ให้เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองตาก ต่อมาเมื่อพระยาตากถึงแก่กรรม ก็ได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นพระยาตากแทน
เมื่อพม่ายกกำลังเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะเสียแก่พม่าครั้งที่สอง
พระยาตากได้เข้ามาช่วยราชการป้องกันกรุงศรีอยุธยาอย่างเข้มแข็ง

แต่ในที่สุดเมื่อเห็นว่าการป้องกันกรุงศรีอยุธยาในครั้งนั้น ไม่อำนวยให้กระทำได้อย่างเต็มที่
และอยู่นอกอำนาจหน้าที่ที่พระองค์จะแก้ไขได้

จึงได้หาทางต่อสู้ใหม่ ด้วยการตีฝ่าวงล้อมพม่าออกไป ด้วยกำลังเล็กน้อยเพียง ๕๐๐ คน
ได้ต่อสู้กับกองทหารพม่าที่บ้านพรานนก ได้ชัยชนะ

จากนั้นได้นำกำลังไปตั้งมั่นที่เมืองจันทบุรี เพื่อรวบรวมกำลังมากู้กรุงศรีอยุธยาที่เสียแก่พม่า
เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ.๒๓๑๐
เมื่อพระองค์ทรงรวบรวมกำลังพลได้ประมาณ ๕,๐๐๐ คน กับเรือรบ ๑๐๐ ลำ ก็ได้ยกกำลังทางเรือเข้ายึดเมืองธนบุรี
ได้เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๑๑ ในวันต่อมาพระองค์ได้ตีค่ายทหารพม่าที่ค่ายโพธิสามต้น
และค่ายอื่นๆ แตกทุกค่าย ทำการกู้เอกราชกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จในเวลาเพียงเจ็ดเดือน

หลังจากขับไล่พม่าออกไปแล้วพระองค์ก็ได้ทำพิธีปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๓๑๑
เมื่อพระชนมายุได้ ๓๔ พรรษา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ หรือสมเด็จพระบรมราชที่ ๔แต่คนทั่วไปนิยมขนานพระนามพระองค์ว่า สมเด็จพระเจ้กรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
พระองค์ทรงเห็นว่า กรุงศรีอยุธยาที่ถูกฝ่ายพม่าเผาผลาญวอดวาย ทำลายบ้านเมืองไปหมดสิ้น
เกินกว่าที่จะบูรณปฎิสังขรณ์ให้กลับเป็นเมืองหลวงได้ จึงทรงเลือกเมืองธนบุรี
ที่มีความเหมาะสมกว่าขึ้นเป็นราชธานี
พระราชกรณียกิจของพระองค์ในลำดับต่อมาคือการรวบรวม การรวบรวมกำลังไว้ต่อสู้กับพม่าต่อไปคือ
ความเป็นปึกแผ่นของพระราชอาณาจักร
ซึ่งในเวลานั้นได้มีผู้ตั้งตนเป็นใหญ่ห้าชุมนุมต่าง ๆ ได้แก่ ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก ชุมนุมเจ้าพระฝาง
ชุมนุมเจ้าพิมาย และชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราช
เมื่อรวมชุมนุมของพระองค์เองที่กกรุงธนบุรีแล้วก็มีถึงห้าชุมนุม
พระองค์ทรงใช้เวลาในการปราบปรามชุมนุมต่าง ๆ อยู่สามปี จึงเสร็จปราบปรามได้เสร็จสิ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๓๑๓
ทำให้พระราชอาณาจักรเป็นปึกแผ่น

ส่วนหัวเมืองมาลายูได้แก่ เมืองปัตตานี เมืองไทรบุรี เมืองกลันตัน และเมืองตรังกานู
ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยามาแต่เดิม และได้แยกตัวเป็นอิสระเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง
พระองค์เห็นว่ายังไม่พร้อม และยังไม่มีความสำคัญเร่งด่วน ที่จะไปปราบปรามจึงได้ปล่อยไปก่อน ในการทำสงครามกับพม่าในระยะต่อมา พระองค์ได้เปลี่ยนหลักนิยมในการยึดพระนครเป็นที่ตั้งรับข้าศึก
มาเป็นการยกกำลังไปยับยั้งข้าศึกที่ชายแดน
ทำให้ประชาชนพลเมืองไม่ได้รับอันตรายเสียหายเดือดร้อนจากข้าศึก
ในรัชสมัยของพระองค์ ได้มีการทำสงครามขยายพระราชอาณาเขต ของกรุงศรีอยุธยาออกไปอย่างกว้างขวาง
โดยได้ทำศึกสงครามกับพม่า และอาณาจักรอื่น ๆ รวม ๑๒ ครั้งคือ
พ.ศ.๒๓๑๐ ศึกพม่าที่บางกุ้ง
พ.ศ.๒๓๑๒ ศึกเมืองเขมรครั้งที่ ๑
พ.ศ.๒๓๑๔ ศึกเมืองเชียงใหม่
พ.ศ.๒๓๑๔ ศึกเมืองเขมรครั้งที่ ๒
พ.ศ.๒๓๑๕ - ๒๓๑๖ ศึกพม่าตีเมืองพิชัย
พ.ศ.๒๓๑๗ ศึกเมืองเชียงใหม่
พ.ศ.๒๓๑๘ ศึกพม่าที่บางแก้ว
พ.ศ.๒๓๑๘ ศึกอะแซหวุ่นกี้ตีเมืองพิษณุโลก
พ.ศ.๒๓๑๙ ศึกเมืองนครจำปาศักดิ์
พ.ศ.๒๓๑๙ ศึกพม่าตีเมืองเชียงใหม่
พ.ศ.๒๓๒๑ ศึกตีเมืองเวียงจันทน์
พ.ศ.๒๓๒๓ ศึกเมืองเขมรครั้งที่ ๓
ในปีพ.ศ.๒๓๒๔ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงโปรดเกล้า ฯ
ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเจ้าพระยาสุรสีห์ ยกทัพไปปราบเขมร
แต่ต้องยกทัพกลับเนื่องจากทางกรุงธนบุรีเกิดจราจล
โดยพระยาสรรค์ได้ก่อกบฏ ยกกำลังเข้ายึดกรุงธนบุรี แล้วจับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ให้ไปทรงผนวชที่วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง)
เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหาาษัตริย์ศึก ยกทัพกลับมาถึงกรุงธนบุรี ได้ปราบปรามกบฎได้สำเร็จ
ราษฎรและบรรดามหาอำมาตย์ จึงได้พร้อมใจกันอัญเชิญให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นครองราชย์
มื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๓ตลอดรัชสมัยของพระองค์ได้ทรงทำศึกสงครามมาโดยตลอดเวลา ๑๕ ปี โดยมิได้หยุดหย่อน
ได้ขยายพระราชอาณาเขตของกรุงธนบุรีออกไป จนเกือบเท่ากับสมัยกรุงศรีอยุธยาก่อนเสียกรุงแก่พม่า
พระองค์ได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

24 มีนาคม 2554

13 มีนาคม 2554

นำของไปร่วมทำบุญที่วัดผ่องพลอย สำหรับผู้ที่เรียนวิชาสาม

วันที่ 13 มีนาคม 2554 เวลา 7.00 -17.00 น ได้นำของไปร่วมทำบุญที่วัดผ่องพลอย สำหรับผู้ที่เรียนวิชาสาม ร่วมกับบุตรสองคน เป็นหนึ่งที่ภูมิใจ ที่ลูกได้เข้าร่วมทำบุญและปฎิบัติธรรมด้วย




กิจกรรมส่งพนักงานเข้าร่วมบำบัดเลิกสุรา จำนวน 7คน

คลังบทความของบล็อก